ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
สิงหาคม 01, 2014, 10:43:02 AM
หน้าแรก ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก

+  นพต.33 ชลบุรี+สมทบ
|-+  กฎหมาย
| |-+  แนวข้อสอบ - เฉลยข้อสอบ
| | |-+  ย่อ พ.ร.บ.ตำรวจ ก่อนสอบ
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ย่อ พ.ร.บ.ตำรวจ ก่อนสอบ  (อ่าน 13750 ครั้ง)
admin
Administrator
มัธยมต้น
*****
กระทู้: 115



อีเมล์
« เมื่อ: กันยายน 13, 2010, 12:08:05 AM »

ย่อ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ
โดย

๑ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ ๑๔ ก.พ.๒๕๔๗ มีผลบังคับใช้ตาม ม.๒ วันที่ ๑๕ ก.พ.๒๕๔๗ มี ๑๒๘ มาตรา สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

๒.พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติฯ เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับการกำหนดบทบาทหน้าที่ของตำรวจ ระเบียบข้าราชการตำรวจ การแบ่งส่วนราชการ การกำหนดนโยบาย การบริหารงานบุคคลเช่น การบรรจุ แต่งตั้ง ยศ ตำแหน่ง วินัยตำรวจ เครื่องแบบ เป็นต้น จึงจำเป็นต้องยกเลิกกฎหมายที่เคยออกบังคับใช้จำนวน ๑๗ ฉบับตาม ม.๓
๓.ข้าราชการตำรวจมี ๒ ประเภท (๑)บรรจุแต่งตั้งตาม พ.ร.บ.นี้รับเงินเดือนงบประมาณหมวดเงินเดือนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (๒)ข้าราชการตำรวจที่รับเงินเดือนจากส่วนราชการ รัฐวิสาหิกิจหรือหน่วยงานรัฐอื่น และยังแบ่งเป็นแบบมียศและไม่มียศตาม ม.๘ แต่ต้องตราเป็น พ.ร.ฎ.
๔.ผู้รักษาการตาม พ.ร.บ.นี้คือนายกรัฐมนตรี ออกกฎกระทรวงบังคับได้เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา
๕.สตช.เป็นส่วนราชการที่อยู่ในบังคับบัญชานายกรัฐมนตรี เป็นนิติบุคคล
๖.พันธกิจของ สตช.ถูกกำหนดโดย ม.๖ ว่าให้มีอำนาจและหน้าที่ ๗ ข้อ คือ (๑)รปภ.พระมหากษัตริย์ฯ (๒)ควบคุมกำกับข้าราชการตำรวจปฏิบัติตาม ป.วิ อาญา (๓)ป้องกันปราบปรามการทำผิดทางอาญา(๔)รักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยและความมั่นคง (๕)ปฏิบัติตามกฎหมายที่กำหนดเป็นอำนาจหน้าที่ (๖)พัฒนาประเทศชาติ (๗)อื่นๆเพื่อให้ข้อ (๑)-(๖)บรรลุผล
๗.ม.๖ วรรค ๒ การโอนอำนาจหน้าที่ตามข้อ (๓)-(๕)ให้เป็นอำนาจหน้าที่หน่วยงานอื่นต้องตราเป็น พ.ร.ฎ.พนักงานเจ้าหน้าที่หน่วยงานอื่นนั้นเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ พงส.หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ตาม ป.วิ อาญา
๘.การให้ประชาชน ท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการป้องกันอาชญากรรมและรักษาความสงบเรียบร้อยต้องเป็นไปตามกฎ ก.ต.ช.
๙.ม.๙ ให้อำนาจ ก.ต.ช.กำหนดวันเวลาปฏิบัติงานของตำรวจแตกต่างจากที่ ค.ร.ม.กำหนดก็ได้
๑๐.ก.ต.ช. หรือคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ เป็นองค์กรทำน้าที่กำหนดนโยบายการบริหารราชการตำรวจ
๑๑. ก.ตร.หรือคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการบริงานบุคคล
๑๒.สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีส่วนราชการแบ่งเป็นสองส่วนคือ (๑)สน.ผบ.ตร. (๒)กองบัญชาการ การจัดตั้งและการกำหนดอำนาจหน้าที่ตราเป็น พ.ร.ฎ.ส่วนราชการระดับ กองบังคับการหรือส่วนอื่นออกเป็นกฎกระทรวง
๑๓.ผบ.ตร.เป็น หน.ส่วนราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ ๔ ประการตาม ม.๑๑
๑๔.ระดับกองบัญชาการ มี ผบช.เป็น หน.ส่วนราชการขึ้นบังคับบัญชาต่อ ผบ.ตร. มีอำนาจหน้าที่ ๕ ประการตาม ม.๑๔
๑๕.ก.ต.ช.ประกอบด้วย
(๑) นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน
(๒)กรรมการโดยตำแหน่งจำนวน ๖ คน คือ รมว.มท.,รมว.ยธ.,ป.มท.,ป.ยธ.,เลขา สมช.,ผบ.ตร.
(๓)กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ๔ คน ซึ่งผ่านการโปรดเกล้าและการสรรหาจาก (๑)และ(๒)ตามระเบียบ ก.ต.ช.และประกาศในราชกิจจานุเบกษา
(๔) เลขานุการประธานแต่งตั้งตามคำแนะนำของ ผบ.ตร.จากตำรวจยศ พล.ต.ท.๑ นายและผู้ช่วยเลขานุกการ ไม่เกิน๒ นาย มียศ พล.ต.ต.
๑๖.อำนาจหน้าที่ของ ก.ต.ช.ตาม ม.๑๖ และ ม.๑๘ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตาม ม.๑๘(๓)พิจารณาคัดเลือก ผบ.ตร.ตามที่ นายกรัฐมนตรีเสนอ
๑๗.กรรมการ ก.ต.ช.ผู้ทรงคุณวุฒิต้องเชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย การงบประมาณ การพัฒนาองค์กร การวางแผน หรือการบริหารจัดการ นอกจากนั้นต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตาม ม.๑๘ จำนวน ๑๐ ประการ ได้แก่มีสัญชาติไทยโดยการเกิด อายุ ๔๐ ปีขึ้นไป ไม่เป็น สส.,สว.หรือตำแนห่งทางการเมืองหรือตำแหน่งในพรรคการเมือง ไม่ล้มละลาย ไม่เคยต้องโทษจำคุก(ถึงที่สุดให้จำคุก เว้นประมาทและลหุโทษ),ไม่เป็นผู้จัดการหรือกรรมการผู้จัดการใน หจก.หรือบ.และไม่เคยถูกพากษาว่าร่ำรวยผิดปกติ
๑๘.วาระ ก.ต.ช.ผู้ทรงคุณวุฒิ ๔ ปี ติดต่อกันเกิน ๒ วาระไม่ได้ เมื่อครบวาระปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้จนกว่าคนใหม่จะมารับตำแหน่ง การพ้นตำแหน่งเมื่อครบวาระแล้วยังพ้นตำแหน่งเมื่อตาย , อายุครบ ๗๐ ปี,ลาออก,ขาดคุณสมบัติ,ประพฤติเสื่อมเสียถูกให้ออกโดยมติ ก.ต.ช.๒ใน ๓ส่วนขึ้นไป แต่หากได้รับการแต่งตั้งแทนก็อยู่ในวาระได้เท่าเวลาที่เหลือของผู้ที่แทน
๑๙.การประชุมกรรมการ ก.ต.ช.ต้องไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งจึงจะครบองค์ประชุม
๒๐.ยศ จากสูงไปหาต่ำจำนวน ๑๔ ชั้นยศ คือ พล.ต.อ. ถึง สิบตำรวจตรี
๒๑.ชั้นของข้าราชการตำรวจมี ๓ ชั้น คือ (๑)ชั้นสัญญาบัติ ยศ ร.ต.ต. ถึง พล.ต.อ. (๒)ชั้นประทวน ยศ ส.ต.ต.ถึง ด.ต. (๓)ชั้นพลตำรวจ คือ พลตำรวจสำรอง(รับการคัดเลือกให้เข้าศึกษาของตำรวจ)
๒๒.แต่งตั้งยศชั้นสัญญาบัตร เป็นพระบรมราชโองการ แต่ระหว่างรอแต่งตั้งว่าที่ยศได้คือ (๑)พล.ต.ต.ขึ้นไปอำนาจของนายกรัฐมนตรี (๒)ร.ต.ต.ขึ้นไปไม่สูงกว่า พ.ต.อ.อำนาจ ผบ.ตร. (๓)ชั้นประทวน ผบ.ตร.หรือ ผบช.ที่ผบ.ตร.มอบหมายตาม กฎ ก.ตร.
๒๓.การถอดยศสัญญาบัตร เป็นไปตามระเบียบ ตร.และกระทำโดยพระบรมราชโองการ
๒๔.ก.ตร.มีนายกเป็นประธาน มี
(๑)กรรมการโดยตำแหน่ง มี เลขา ก.พ.,ผบ.ตร.,จต.,รอง ผบ.ตร.ทุกนาย
(๒)กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากการคัดเลือกตาม ม.๓๕ และทรงโปรดเกล้าจำนวน ๑๑ คน แยกเป็น
(๒.๑)เคยรับราชการตำรวจระดับ ผบช.หรือเทียบเท่าขึ้นไปแต่พ้นตำแหน่งเกิน ๑ ปีแล้วจำนวน ๕ คน
(๒.๒)ไม่เป็นข้าราชการตำรวจเชี่ยวชาญสาขานิติศาสตร์,รัฐศาสตร์,อาชญาวิทยา,สาขาไม่เกิน ๑ คน(เคยเป็นข้าราชการตำรวจก็ได้แต่ต้องพ้นราชการตำรวจไปเกิน ๑๐ อายุไม่เกิน ๖๕ ปี ไม่เกิน ๑ คน) (๓)ผบช.ก.ตร.เป็นเลขานุการ รอง ผบช.ก.ตร.เป็นผู้ช่วยเลขานุการ
๒๕. ก.ตร.มีอำนาจหน้าที่ ๑๐ ประการตาม ม.๓๑
๒๖.กฎ ก.ตร.มีผลบังคับใช้เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา
๒๗.ม.๓๕ ผู้เลือก กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่เคยดำรงตำแหน่ง ผบช.ขึ้นไป คือข้าราชการตำรวจตำแหน่ง ผกก.หรือเทียบเท่าขึ้นไป นอกนั้นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒเป็นผู้เลือกตามหลักเกณฑ์ในกฎ ก.ตร. แล้วเสนอ ครม.อนุมัติแล้วนำกราบบังคมทูลโปรดเกล้าแต่งตั้ง
๒๘.กรรมการ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ มีวาระ ๔ ปี และได้เพียงวาระเดียว การพ้นจากตำแหน่งนอกจากครบวาระแล้วอย่างอื่นเช่นเดียวกับกรรมการ ก.ต.ช. แต่กรณีกรามการผู้ทรงคุณวุฒิประเภทแรกพ้นจากตำแหน่งเสียก่อนครบวาระให้เลื่อนตำแหน่งผู้ได้ลำดับคะแนนถัดไปเป็นแทนอยู่เท่าเวลาที่เหลืออยู่
๒๙.การเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต้องดำเนินการเลือกก่อนครบวาระ ๖๐ วัน
๓๐.ตำแหน่งข้าราชการตำรวจมี ๑๓ ตำแหน่งตาม ม.๔๔ ตั้งแต่ ผบ.ตร.ลงไปจนถึง รอง ผบ.หมู่ หากจะเรียกชื่ออย่างอื่นออกเป็นกฎ ก.ตร.
๓๑.การที่ส่วนราชการใดของ ตร.จะมีตำแหน่งใดบ้าง จำนวนเท่าใดเป็นไปตามที่ ก.ตร.กำหนด แต่ในตำแหน่ง ผบก.ขึ้นไปต้องผ่านความเห็นชอบของ ก.ตร.เสียก่อน
๓๒.คุณสมบัติทั่งไปของบุคคลที่จะได้รับการบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจตาม ม.๔๘ คือสัญชาติไทยโดยการเกิด,อายุไม่ต่ำกว่า ๑๘ ปี,เลื่อมใสประชาธิปไตย,ไม่เป็นข้าราชการการเมืองหรือดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองและคุณสมบัติอื่น ตามกฎ ก.ตร.
๓๓.การแต่งตั้งให้ข้าราชการตำรวจดำรงตำแหน่งต้องคำนึงถึงชั้นยศตาม ม.๕๑ เช่น
(๑)ตำแหน่ง ผบก.ขึ้นไปต้องผ่านการโปรดเกล้า
(๒)ตำแหน่ง ผบ.ตร.จากยศ พล.ต.อ.,จต.หรือรอง ผบ.ตร.จาก พล.ต.ท.หรือพล.ต.อ.,ผู้ช่วย ผบ.ตร.จาก พล.ต.ท.,ผบช.จาก พล.ต.ต.หรือ พล.ต.ท. เป็นต้น
๓๔.การแต่งตั้ง ผบ.ตร. ให้นายกรัฐมนตรีคัดเลือกรายชื่อแล้วเสนอ ก.ต.ช. เมื่อผ่านการเห็นชอบ จึงนำรายชื่อขึ้นกราบบังคมทูลโปรดเกล้าแต่งตั้ง ตำแหน่งอื่นเป็นไปตาม ม.๕๓-๕๗
๓๕.การบรรจุข้าราชการตำรวจชั้น พลตำรวจ,ชั้นประทวนและชั้นสัญญาบัตรจากการสอบแข่งขันต้องมีการทดลองปฏิบัติราชการไม่น้อยกว่า ๖ เดือน หากถูกให้ออกระหว่างทดลองให้ถือว่าไม่เคยเป็นข้าราชการตำรวจมาก่อนแต่ไม่กระทบงานที่ปฏิบัติไปแล้วหรือการรับเงินเดือนหรือผลประโยชน์อื่นใด
๓๖.การโอนข้าราชการตำรวจไปส่วนราชการอื่น เจ้าตัวต้องสมัครใจ หน่วยงานใหม่ต้องการรับโอนโดยทำการตกลงกับ ตร.
๓๗.ข้าราชการตำรวจที่รับเงินเดือน ส.๖.๗.๘ เมื่อ ผบ.ตร.สั่งเลื่อนเงินเดือนจะมีผลต่อเมื่อ ก.ตร.เห็นชอบแล้ว
๓๘.การเลื่อนเงินเดือนเกิน ๒ ขั้นในปีงบประมาณทำได้ต้องได้รับอนุมัติเป็นกรณีพิเศษเป็นรายๆไปจาก ก.ตร.หากตายเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการจะเลื่อนขั้นเงินเดือนเพื่อประโยชน์ในการรับบำเหน็จบำนาญ ก.ตร.เป็นผู้พิจารณาเลื่อน
๓๙.เงินเดือนข้าราชการตำรวจ (๑) ผบ.ตร.รับส.๙ (๒)พล.ต.อ.รับ ส.๘ (๓)พล.ต.ท.รับ ส.๗ (๔)พล.ต.ต.รับ ส.๖ (๕) พ.ต.อ.(พิเศษ) รับ ส.๕ (๖) พ.ต.อ.รับ ส.๔ (๗)พ.ต.ท. รับ ส.๓ (๘)พ.ต.ต.รับ ส.๒ (๙) ร.ต.ต.-ร.ต.อ.รับ ส.๑(๑๐) ด.ต.รับ ป.๓ (๑๒)จ.ส.ต.รับ ป.๒ (๑๓)ส.ต.ต.-จ.ส.ต.รับ ป.๑
๔๐.การสั่งให้รักษาราชการแทนในกรณีตำแหน่งว่างลงหรือไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ ผู้มีอำนาจสั่งคือ (๑)นายกรัฐมนตรี สำหรับตำแหน่ง ผบ.ตร. (๒) ผบ.ตร.สำหรับตำแหน่ง จต.หรือ รอง ผบ.ตร.ลงมา (๓) ผบช.สำหรับตำแหน่ง ผบก.ลงมาในส่วนราชการนั้น (๔) ผบก.สำหรับตำแหน่ง ผกก.ลงมาในส่วนราชการนั้น
๔๑.ม.๗๗ ข้าราชการตำรวจต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ มติ ครม. รักษาวินัย และจรรยาบรรณในกฎ ก.ตร.(มีผลเมื่อพ้น ๖๐ วันนับแต่ประกาศในราชกิจจาฯ)
๔๒.ม.๗๘ การทำผิดวินัยไม่ร้ายแรงคือการไม่รักษาวินัยตามข้อห้ามหรือข้อปฏิบัติดังนี้จำนวน ๑๘ข้อ
-ไม่ปฏิบัติหน้าที่
- ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง
- ไม่เคารพผู้ใหญ่กับผู้น้อย
- ละทิ้งหน้าที่ราชการ
- ปฏิบัติราชการข้ามขั้น
- ไม่รักษาความลับ
- ต้องสุภาพ
- กดขี่ ข่มเหงประชาชน
- ไม่รักษาผลประโยชน์ราชการ
- ไม่สามัคคี
- รายงานเท็จ
- ประพฤติตนไม่สมควร
- ประพฤติชั่ว
- บังคับผู้บังคับบัญชาให้เสียแบบแผน
- ละเว้นกระทำให้เสียหายทางราชการ
- ยอมให้ผู้อื่นหาผลประโยชน์อันทำให้เสียความเที่ยงธรรม
- เป็นกรรมการผู้จัดการ หจก.หรือกรรมการใน บ.
- ไม่ทำตาม กฎ ก.ตร.
๔๓.ม.๗๙ การทำผิดวินัยร้ายแรง ๗ ประการคือ
- ปฏิบัติ/ละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
- ละทิ้งหน้าที่จนเสียหาย/15 วัน
- กดขี่ ข่มเหงประชาชน
- ถูกจำคุก เว้นประมาท ลหุโทษ
- ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง
- ผิดวินัยไม่ร้ายแรงตาม ม.๗๘ จนเสียหายต่อราชการอย่างร้ายแรง
- ไม่กระทำตาม กฎ ก.ตร.
๔๔.ม.๘๒ โทษทางวินัยมี ๗ สถานคือ ภาคทัณฑ์
- ทัณฑกรรม
- กักยาม
- กักขัง
- ตัดเงินเดือน
- ปลดออก
- ไล่ออก
๔๕.โทษทัณฑกรรมคือการให้ทำงานโยธาหรืออยู่เวรยามวันละไม่เกิน ๖ ชม. หากโทษกักยามหรือกักขังใช้งานโยธาอื่นก็ได้แต่วันละไม่เกิน ๖ ชม.
๔๖.การลงโทษต้องทำเป็นคำสั่งระบุความผิดกรณีใดและมาตราใด
๔๗.ผู้บังคับบัญชาจะสืบสวนข้อเท็จจริงว่ามีการกระทำผิดวินัยหรือไม่จากสาเหตุ (๑)การกล่าวหา (๒)มีเหตุสงสัยว่าข้าราชการตำรวจทำผิดวินัย โดยแจ้งเรื่องผู้ถูกกล่าวหาหรือถูกร้องเรียนทราบและชี้แจงในเวลาที่กำหนด ถ้าไม่มีมูลก็ยุติเรื่องถ้ามีมูลก็ดำเนินการตาม ม.๘๕และ๘๖
๔๘.การสืบข้อเท็จจริงหากเห็นว่าผิดวินัยไม่ร้ายแรงก็ลงโทษได้คือทัณฑกรรม กักยาม
กักขังหรือ ตัดเงินเดือน แต่ถ้าผิดวินัยร้ายแรงก็ให้ตั้งกรรมการสอบสวน
๔๙.ระหว่างสอบสวนทางวินัย มีเหตุจำเป็นผู้บังคับบัญชาจะกักตัวผู้นั้นไว้ได้เท่าอำนาจลงโทษกักขังแต่ไม่เกิน ๑๕ วัน
๕๐.ผิดวินัยร้ายแรงลงโทษปลดออก หรือไล่ออก หากมีเหตุลดหย่อนโทษนำมาประกอบพิจารณาได้แต่ลงโทษต่ำกว่าปลดออกไม่ได้
๕๑.โทษปลดออกยังได้รับบำเหน็จบำนาญเสมือนหนึ่งการลาออกจากราชการ
๕๒.ม.๙๓ ผู้สืบสวน กรรมการสืบสวน กรรมการสอบสวนเป็นเจ้าพนักงานตาม ป.อาญา กรรมการสอบสวนมีอำนาจเช่นเดียวกับ พงส.ตาม ป.วิ อาญา
๕๓.ม.๙๔ ข้าราชการตำรวจที่สอบสวนวินัยร้ายแรง หรือถูกชี้มูล ตาม กฎหมาย ปปช.แม้ต่อมาออกจากราชการก็ยังสอบสวนต่อไปได้แต่ต้อเสร็จใน ๑ ปี นับแต่ออกจากราชการ
๕๔.ข้าราชการตำรวจที่อาจถูกสืบสวนหรือสอบสวนทางวินัยออกจากราชการไปก่อนจะทำการสืบสวนหรือสอบสวน หากเข้ารับราชการใหม่ภายใน ๕ ปี ผู้มีอำนาจสั่งสืบสวนหรือสอบสวนวินัยต่อไปได้(เสมือนเป็นเรื่องอายุความในคดีวินัย)
๕๕.ข้าราชการตำรวจออกจากราชการ ๕ ประการคือตาย,พ้นราชการตาม กม.บำเหน็จบำนาญ,รับอนุญาตให้ลาออก,ถูกสั่งให้ออก,ถูกลงโทษหลดออกหรือไล่ออก
๕๖.การลาออกจากราชการให้เสนอต่อผู้บังคับบัญชาเหนือตนชั้นหนึ่งผู้บังคับบัญชาตาม ม.๗๒ หรือผู้บังคับบัญชาอื่นตามระเบียบของ ก.ตร. เป็นผู้อนุญาต ยับนั้งได้ไม่เกิน ๓ เดือน แต่การลาออกเพื่อดำรงตำแหน่งทางการเมือง,สมัคร สส.สว.สมาชิกสภาท้องถิ่น มีผลทันที่เมื่อยื่น
๕๗.ข้าราชการตำรวจถูกกล่าวหาหรือมีเหตุสงสัยว่าหย่อนความสามารถ บกพร่องหรือประพฤติตัวไม่เหมาะสมผู้บังคับบัญชาระดับ ผกก.ขึ้นไปเห็นว่าอยู่ไปก็จะเสียหายแก่ราชการ ตั้งกรรมการสอบสวนเพื่อให้ออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนได้ เช่นเดียวกับกรณีถูกจำคุกเพราะเหตุประมาทหรือลหุโทษหากรับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ทางราชการ
๕๘.การจากราชการตาม ม.๙๗ในตำแหน่ง ผบก.ขึ้นไปให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบส่วนระดับ รอง ผบ.ตร.ขึ้นไปมีพระบรมราชโองการเว้นแต่การออกเพราะตาย
๕๙.การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยให้อุทธรณ์ใน ๓๐ วัน นับแต่ทราบคำสั่ง โดยการพิจารณาอุทธรณ์ต้อแล้วเสร็จภายใน ๒๔๐วัน นับแต่ได้รับอุทธรณ์(ขยายได้สองครั้งครั้งละไม่เกิน ๖๐ วัน)
(๑)ภาคทัณฑ์ ทัณฑกรรม กักยาม กักขัง ตัดเงินเดือนให้อุทธรณ์ต่อผู้สั่งลงโทษแต่ถ้า ผบ.ตร.สั่งอุทธรณ์ต่อ ก.ตร.
(๒)คำสั่งปลดออก หรือไล่ออก อุทธรณ์ต่อ ก.ตร.
๖๐.การร้องทุกข์กรณีเห็นว่าผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจหน้าที่หรือปฏิบัติต่อตนไม่ถูกต้องตามระเบียบกฎหมายหรือปฏิบัติโดยไม่ชอบต่อตน ให้ปฏิบัติตามกฎ ก.ตร.
๖๑.ลักษณะ ชนิด ประเภทเครื่องแบบเป็นไปตามกฎกระทรวง
๖๒.แต่งเครื่องแบบตำรวจโดยไม่มีสิทธิโทษจำคุก ๓ เดือนถึง ๕ ปีหากทำผิดในเขตประกาศภาวะฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึกหรือเพื่อทำผิดอาญาโทษจำคุก ๑ ปีถึง ๑๐ ปี แต่ถ้าเป็นตำรวจแต่งเครื่องแบบไปกระทำผิดอาญาข้อหาที่มีโทษจำคุก ๑ ปี ขึ้นไป ระวางโทษจำคุก ๑ ปีถึง ๗ ปี
๖๓.ผู้แต่งกายคล้ายเครื่องแบบตำรวจ และกระทำการให้ราชการตำรวจถูกดูหมิ่น เกลียดชังหรือเสื่อมเสีย หรือให้บุคคลอื่นหลงเชื่อว่าเป็นตำรวจ โทษจำคุกไม่เกิน ๓ เดือน (เว้นแต่กรณีแสดงภาพยนต์ ละครไม่เป็นความผิด แต่ต้องแจ้งให้ หน.สภ.ทราบก่อน)
สรุป ผิดตาม ม.นี้คือการกระทำข้อใดข้อหนึ่งใน ๒ ประการนี้
(๑) แต่งกายคล้ายเครื่องแบบตำรวจโดยกระทำให้ราชการตำรวจถูกดูหมื่น ถูกเกลียดชัง หรือเกิดความเสื่อมเสีย
(๒) แต่งกายคล้ายเครื่องแบบตำรวจ และให้บุคคลอื่นหลงเชื่อว่าเป็นตำรวจ ยกเว้นการแสดงภาพยนต์หรือละคร
๖๔.ให้มีการจัดตั้งกองทุนสืบสวนสอบสวนคดีอาญาเพื่อสนับสนุนงานสืบสวนและงานสอบสวน โดยเงินกองทุนได้มาจากเงินอุดหนุนรัฐบาล,เงิน,ทรัพย์สินที่ได้รับจากหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ และดอกผล(ไม่ต้องส่งเป็นรายได้แผ่นดิน)และครม.อาจมีมติอนุมัติให้นำเงินค่าปรับอาญา,จราจรส่วนที่นำส่งรายได้แผ่นดินเข้ากองทุนได้
๖๕.คณะกรรมการบริหารกองทุนฯมี ผบ.ตร.เป็นประธานฯ กรรมการมีผู้แทนปลัดสำนักนายกฯ,ผู้แทนอัยการสูงสุด,ผู้แทน ยธ.,ผู้แทนสำนักงบฯ,ผู้แทนกรมบัญชีกลาง,ผู้แทนกรมส่งเสิรม ปถ.และ รอง ผบ.ตร.รับมอบหมายจำนวน ๒ นาย(รวมประธานเป็น ๙ คน ประธานแต่งตั้งเลขานุการ ๑ นายและผู้ช่วยเลขาฯไม่เกิน ๒ นายจากข้าราชการตำรวจ)
๖๖.อำนาจหน้าที่คณะกรรมการบริหารกองทุน ๘ ข้อ ตาม ม.๑๑๖
๖๗.ทำงบการเงินบัญชีใน ๑๒๐ วันนับแต่สิ้นปีปฏิทิน ส.ต.ง.เป็นผู้ตรวจสอบบัญชีและรายงานต่อ ก.ต.ช.และ กค.
.............................................................
รายนามคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ(ก.ต.ช.)ปัจจุบัน

กรรมการโดยตำแหน่ง
1. นายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ) ประธานกรรมการ
2. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย(นายชวรัตน์ ชาญวีรกุล) กรรมการ
3. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม(นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค) กรรมการ
4. ปลัดกระทรวงมหาดไทย (นายมานิต วัฒนเสน) กรรมการ
5. ปลัดกระทรวงยุติธรรม(นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์) กรรมการ
6. เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (นายถวิล เปลี่ยนศรี) กรรมการ
7. ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี กรรมการ
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
1. นายเรวัต ฉ่ำเฉลิม
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย
2. พล.ต.อ.ธวัชชัย ภัยลี้
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการวางแผนหรือการบริหารและจัดการ
3. นายสุภา ปิยะจิตติ
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการงบประมาณ
4. นายนภดล อินนา
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการพัฒนาองค์กร
เลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการ
1. พล.ต.ท. ปรุง บุญผดุง ผู้ช่วยผบ.ตร.(กศ) /เลขานุการ ก.ต.ช
2. พล.ต.ท.พรชัย พันธุ์วัฒนา ผบช.ประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ / ผู้ช่วยเลขานุการ
3. พล.ต.ต.จิโรจน์ ไชยชิต รอง ผบช.ประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ / ผู้ช่วยเลขานุการ

หน้าที่คณะกรรมการ ก.ต.ช. อำนาจหน้าที่คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ก.ต.ช. มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายการบริหารราชการตำรวจ และกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ปฏิบัติตามนโยบาย ระเบียบแบบแผน มติคณะรัฐมนตรี และกฎหมายนอกจากอำนาจหน้าที่ข้างต้นแล้ว ก.ต.ช. มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ด้วย
1. ออกระเบียบ ประกาศ หรือมีมติในเรื่องที่เกี่ยวกับการบริหารราชการตำรวจและวิธีปฏิบัติราชการของข้าราชการตำรวจ ให้เป็นไปตามแบบแผนและนโยบายที่ ก.ต.ช. กำหนด
2. เสนอแนะให้มีการตราพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา ๖ วรรคสอง
3. พิจารณาดำเนินการคัดเลือกข้าราชการตำรวจเพื่อดำเนินการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตามที่นายกรัฐมนตรีเสนอ
4. กำหนดกระบวนการและขั้นตอนในการกระจายอำนาจระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับตำรวจภูธรจังหวัด และราชการส่วนท้องถิ่น ในกรณีที่ ก.ต.ช. เห็นว่ามีความจำเป็นและเหมาะสม
5. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติงานตามที่ ก.ต.ช. มอบหมาย
6. ตรวจสอบการปฏิบัติตามนโยบาย การบริหารราชการตำรวจให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้และกฎหมาย
ในการนี้ ให้มีคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจกรุงเทพมหานคร จังหวัด และสถานีตำรวจต่าง ๆ เพื่อตรวจสอบ ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจ
ในเขตพื้นที่ดังกล่าว แล้วรายงาน ก.ต.ช. เพื่อพิจารณาดำเนินการตามควรแก่กรณีต่อไป
องค์ประกอบ การดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหา และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ ให้เป็นไปตามระเบียบที่ ก.ต.ช. กำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
7. ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมายหรือตามที่มีกฎหมายกำหนดไว้ให้เป็นอำนาจหน้าที่ ของ
ก.ต.ช. ระเบียบหรือประกาศตาม (๑) เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

ข้อมูลโดย
พ.ต.อ.สมศักดิ์ ณ โมรา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 13, 2010, 12:09:56 AM โดย admin » บันทึกการเข้า
admin
Administrator
มัธยมต้น
*****
กระทู้: 115



อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: กันยายน 13, 2010, 12:21:15 AM »

ตัวอย่างข้อสอบ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ 2547 จำนวน 70 ข้อ พร้อมเฉลย
รวบรวมโดย พ.ต.อ.สมศักดิ์ ณ โมรา
13 ส.ค.2553

1. พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ 2547 มีผลบังคับใช้เมื่อใด
ก. ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ข. ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ค. ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา 180 วัน
ง. วันที่ 14 เม.ย.2547

2. “ประธานกรรมการ” หมายความว่า
ก. ประธาน ก.ตร.
ข. ประธาน ก.ตช.
ค. ประธานกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ
ง. ประธาน ตร.

3. “กองทุน” หมายความว่า
ก. กองทุนเพื่อการสืบสวนคดีอาญา
ข. กองทุนเพื่อการสอบสวนคดีอาญา
ค. กองทุนเพื่อการสืบสวนและสอบสวนคดีอาญา
ง. กองทุนเพื่อการสืบสวนสอบสวนและป้องกันปราบปรามคดีอาญา

4. ผู้ใด เป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
ก. นายกรัฐมนตรี
ข. รองนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับมอบหมายให้ควบคุมดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ค. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
ง. ถูกเฉพาะข้อ ก. และ ข้อ ข.

5. การออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ เป็นอำนาจของ
ก. นายกรัฐมนตรี
ข. รองนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับมอบหมายให้ควบคุมดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ค. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
ง. คณะรัฐมนตรี

6. ข้อใดกล่าวถูกต้อง
ก. สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นนิติบุคคลอยู่ในบังคับบัญชาของปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
ข. สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นนิติบุคคลอยู่ในบังคับบัญชาของรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี
ค. สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นนิติบุคคลอยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี
ง. สำนักงานตำรวจแห่งชาติอยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี

7. สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่กี่ประการ
ก. 6 ประการ
ข. 7 ประการ
ค. 8 ประการ
ง. 9 ประการ

8. สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีหน้าที่ส่งเสริมให้ท้องถิ่นและชุมชน มีส่วนร่วมในกิจการตำรวจเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา รักษาความสงบเรียบร้อยและรักษาความปลอดภัยของประชาชนตามความเหมาะสม และความต้องการของแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้ การดำเนินการมีส่วนร่วมให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่.........กำหนด
ก. ก.ต.ช.
ข. ก.ตร.
ค. กฎกระทรวง
ง. พระราชกฤษฎีกา

9. ข้าราชการตำรวจตำแหน่งใดหรือปฏิบัติหน้าที่ใด จะเป็นข้าราชการตำรวจประเภทไม่มียศให้ตราเป็น
ก. ก.ต.ช.
ข. ก.ตร.
ค. กฎกระทรวง
ง. พระราชกฤษฎีกา

10. กรณีที่ ก.ต.ช. เห็นว่ามีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ ก.ต.ช. จะกำหนดให้ข้าราชการตำรวจต้องปฏิบัติหน้าที่ตามวันหยุดราชการตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนดก็ได้หรือไม่
ก. ได้ แต่ต้องได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี
ข. ได้ ไม่ต้องขออนุมัติผู้ใด
ค. ไม่ได้ เพราะขัดต่อมติของคณะรัฐมนตรีที่ทุกส่วนราชการต้องถือปฏิบัติตาม
ง. ไม่ได้ เพราะเป็นการขัดต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ

11. สำนักงานตำรวจแห่งชาติแบ่งส่วนราชการออกเป็นกี่ส่วน
ก. 2 ส่วน
ข. 3 ส่วน
ค. 4 ส่วน
ง. 5 ส่วน

12. ตามข้อ 11 มีส่วนราชการอะไรบ้าง
ก. สำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ กองบัญชาการ
ข. สำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ , กองบัญชาการ และ กองบังคับการ
ค. สำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ , กองบัญชาการ , กองบังคับการ และ กองกำกับการ
ง. สำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ , กองบัญชาการ กองบังคับการ , กองกำกับการ และ สถานีตำรวจ

13. การแบ่งส่วนราชการและกำหนดอำนาจหน้าที่ตามข้อ 12 ให้ตราเป็น
ก. พระราชกำหนด
ข. พระราชกฤษฎีกา
ค. กฎกระทรวง
ง. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี

14. การแบ่งส่วนราชการและกำหนดอำนาจหน้าที่ ของกองบังคับการ และ กองกำกับการ ให้ทำเป็น
ก. พระราชกำหนด
ข. พระราชกฤษฎีกา
ค. กฎกระทรวง
ง. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี

15. ผู้บังคับบัญชาข้าราชการตำรวจในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รองจากนายกรัฐมนตรี หมายถึงผู้ใด
ก. รองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย
ข. รัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย
ค. ผบ.ตร.
ง. ถูกเฉพาะข้อ ก. และ ข้อ ข.

16. ผู้บังคับบัญชาข้าราชการตำรวจและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการ รองจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหมายถึงผู้ใด
ก. รอง ผบ.ตร.
ข. จเรตำรวจแห่งชาติ
ค. ผู้ช่วย ผบ.ตร.
ง. ถูกทุกข้อ

17. “ก.ต.ช.” เป็นคำย่อของ
ก. คณะกรรมการเชิงนโยบายตำรวจแห่งชาติ
ข. คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ
ค. คณะกรรมการนโยบายและแผนตำรวจแห่งชาติ
ง. คณะกรรมการนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

18. คณะกรรมการ ก.ต.ช. มีกี่ประเภท
ก. 2 ประเภท
ข. 3 ประเภท
ค. 4 ประเภท
ง. 5 ประเภท

19. บุคคลใด ไม่ใช่ คณะกรรมการ ก.ต.ช. โดยตำแหน่ง
ก. นายชวรัตน์ ชาญวีรกุล
ข. พล.ท.ศิรพงศ์ บุญพัฒน์
ค. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค
ง. นายมานิต วัฒนเสน

20. บุคคลใด เป็นคณะกรรมการ ก.ต.ช. โดยตำแหน่ง
ก. นายจรัญ ภักดีธนากุล
ข. นายพงศ์โพยม วาศภูติ
ค. นายถวิล เปลี่ยนศรี
ง. พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เตมียาเวส

21. การประกาศรายชื่อ คณะกรรมการ ก.ต.ช. ผู้ทรงคุณวุฒิ ต้องประการใน
ก. พระราชกำหนด
ข. พระราชกฤษฎีกา
ค. กฎกระทรวง
ง. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี

22. ผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ในการประกาศรายชื่อ คณะกรรมการ ก.ต.ช. ผู้ทรงคุณวุฒิ คือ
ก. รองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย
ข. รัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย
ค. ผบ.ตร.
ง. นายกรัฐมนตรี

23. ข้อใด เป็นอำนาจของ ก.ต.ช.
ก. คัดเลือกข้าราชการตำรวจเพื่อดำเนินการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ข. คัดเลือกข้าราชการตำรวจเพื่อดำเนินการแต่งตั้งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติขึ้นไป
ค. คัดเลือกข้าราชการตำรวจเพื่อดำเนินการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจขึ้นไป
ง. คัดเลือกข้าราชการตำรวจเพื่อดำเนินการแต่งตั้งผู้บังคับการตำรวจขึ้นไป

24. ตามข้อ 23 ผู้ใดมีหน้าที่ในการเสนอรายชื่อให้ ก.ต.ช. พิจารณาคัดเลือก
ก. รองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย
ข. รัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย
ค. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
ง. นายกรัฐมนตรี

25. ข้อใด เป็น คุณสมบัติ ของคณะกรรมการ ก.ต.ช. ผู้ทรงคุณวุฒิ
ก. มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปีบริบูรณ์
ข. ไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือเป็นที่ปรึกษาของข้าราชการการเมืองหรือของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตาม
ค. ไม่เป็นเลขาธิการพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง
ง. ถูกทุกข้อ

26. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละกี่ปี กี่วาระ
ก. สามปี และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่ได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันไม่ได้
ข. สี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่ได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันไม่ได้
ค. สี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่ได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินหนึ่งวาระติดต่อกันไม่ได้
ง. สี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่ได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสามวาระติดต่อกันไม่ได้

27. นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา ๒๑ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
ก. อายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์
ข. ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๐
ค. ก.ต.ช. มีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมดให้พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากมีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือมีการกระทำ หรือมีคุณลักษณะไม่เหมาะสมต่อการปฏิบัติหน้าที่กรรมการ
ง. ถูกทุกข้อ

28. ข้อใดถือเป็น องค์ประชุมของ ก.ต.ช.
ก. ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด
ข. ต้องมีกรรมการมาประชุมเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด
ค. ต้องมีกรรมการมาประชุมตั้งแต่หกคนขึ้นไป
ง. ถูกเฉพาะข้อ ก. และ ข้อ ค.

29. ยศตำรวจมีกี่ยศ
ก. 12 ยศ
ข. 13 ยศ
ค. 14 ยศ
ง. 15 ยศ

30. ชั้นข้าราชการตำรวจมีกี่ชั้น
ก. 2 ชั้น
ข. 3 ชั้น
ค. 4 ชั้น
ง. 5 ชั้น
บันทึกการเข้า
admin
Administrator
มัธยมต้น
*****
กระทู้: 115



อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: กันยายน 13, 2010, 12:21:43 AM »

31. ข้อใด เขียนถูกต้อง
ก. จ.ส.ต.(ญ)
ข. จ.ส.ต.(หญิง)
ค. จ.ส.ต.หญิง
ง. ถูกเฉพาะข้อ ก. และ ข้อ ข.

32. นายแดงจบการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต โดยได้รับการคัดเลือกจากการสอบแข่งขันเข้ารับการศึกษาอบรมใน ศ.ฝร.ภ.5 ในหลักสูตรนายร้อยตำรวจสายสอบสวน หากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะบรรจุนายแดงเป็นข้าราชการตำรวจ จะบรรจุชั้นอะไร
ก. ชั้นพลตำรวจ ได้แก่ พลตำรวจสำรอง
ข. ชั้นประทวน ได้แก่ พลตำรวจสำรอง
ค. ชั้นสัญญาบัตร ได้แก่ พลตำรวจสำรอง
ง. ชั้นสัญญาบัตร ได้แก่ ว่าที่ร้อยตำรวจตรี

33. การแต่งตั้งยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ตร. และให้ทำโดย
ก. ประกาศสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ข. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี
ค. ประกาศพระบรมราชโองการ
ง. ประกาศราชกิจจานุเบกษา

34. ผู้มีอำนาจ เป็นผู้สั่งแต่งตั้งว่าที่ยศตำรวจชั้นสัญญาบัตรเป็นการชั่วคราว คือ
ก. ตั้งแต่ว่าที่ยศพันตำรวจตรีขึ้นไป ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้สั่งแต่งตั้ง ตั้งแต่ว่าที่ยศร้อยตำรวจตรีขึ้นไป แต่ไม่สูงกว่าว่าที่ยศร้อยตำรวจเอก ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้สั่งแต่งตั้ง
ข. ตั้งแต่ว่าที่ยศพันตำรวจเอกขึ้นไป ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้สั่งแต่งตั้ง ตั้งแต่ว่าที่ยศร้อยตำรวจตรีขึ้นไป แต่ไม่สูงกว่าว่าที่ยศพันตำรวจโท ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้สั่งแต่งตั้ง
ค. ตั้งแต่ว่าที่ยศพลตำรวจตรีขึ้นไป ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้สั่งแต่งตั้ง ตั้งแต่ว่าที่ยศร้อยตำรวจตรีขึ้นไป แต่ไม่สูงกว่าว่าที่ยศพันตำรวจเอก ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้สั่งแต่งตั้ง
ง. นายกรัฐมนตรีเป็นผู้สั่งแต่งตั้ง ตั้งแต่ว่าที่ยศร้อยตำรวจตรีขึ้นไป

35. การแต่งตั้งยศตำรวจชั้นประทวน เป็นอำนาจของผู้ใด
ก. ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ข. ผู้บังคับบัญชาระดับผู้บัญชาการขึ้นไปซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ค. ผู้บังคับการขึ้นไป เฉพาะในเขตพื้นที่รับผิดชอบของตนเอง
ง. ถูกเฉพาะข้อ ก. และ ข้อ ข.

36. ร.ต.อ.อ่อนฯ กระทำความผิดร้ายแรง จำเป็นจะต้องถูกถอดหรือการออกจากยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร ขอทราบว่าต้องกระทำอย่างใด
ก. การถอดหรือการออกจากยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร ต้องเป็นไปตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และให้ทำโดยประกาศพระบรมราชโองการ
ข. การถอดหรือการออกจากยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร ต้องเป็นไปตามระเบียบสำนักงานนายกรัฐมนตรี และให้ทำโดยประกาศพระบรมราชโองการ
ค. การถอดหรือการออกจากยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร ต้องเป็นไปตาม กฎ ก.ตร. และให้ทำโดยประกาศพระบรมราชโองการ
ง. การถอดหรือการออกจากยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร ต้องเป็นไปตามกฎ ก.ตร. และให้ทำโดยประกาศราชกิจจานุเบกษา

37. ตามข้อ 36 หากผู้กระทำผิดคือ ด.ต.แข็งแรงฯ จะต้องดำเนินการอย่างไร
ก. เป็นอำนาจของ ผบ.ตร. และเป็นไปตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ข. เป็นอำนาจของ ผบช.ที่ได้รับมอบหมายจาก ผบ.ตร. และเป็นไปตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ค. เป็นอำนาจของ ผบ.ตร. และเป็นไปตาม กฎ ก.ตร.
ง. ถูกเฉพาะข้อ ก. และ ข้อ ข.

38. คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ มีอักษรย่อว่า
ก. ก.ตร.
ข. ก.ต.ร.
ค. กตร.
ง. กต.ร.
39. ผู้ใดเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ และเป็นประธานกรรมการข้าราชการตำรวจ
ก. นายกรัฐมนตรี และ ผบ.ตร. ตามลำดับ
ข. นายกรัฐมนตรี
ค. ผบ.ตร. และ นายกรัฐมนตรี ตามลำดับ
ง. ผบ.ตร.

40. ผู้ใด ไม่ใช่ กรรมการข้าราชการตำรวจ โดยตำแหน่ง
ก. เลขาธิการ ก.พ.
ข. เลขาธิการ ก.พ.ร.
ค. จเรตำรวจ
ง. ถูกเฉพาะข้อ ข.

41. ก.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิ แบ่งออกกี่ประเภท มีจำนวนเท่าใด
ก. 2 ประเภท คือ ผู้ซึ่งเคยรับราชการเป็นข้าราชการตำรวจ ในตำแหน่งตั้งแต่ผู้บังคับการ หรือเทียบผู้บัญชาการขึ้นไปจำนวนห้าคน และ ผู้ซึ่งไม่เป็นข้าราชการตำรวจจำนวนหกคน
ข. 2 ประเภท คือ ผู้ซึ่งเคยรับราชการเป็นข้าราชการตำรวจ ในตำแหน่งตั้งแต่ผู้บัญชาการ หรือเทียบผู้บัญชาการขึ้นไปจำนวนห้าคน และ ผู้ซึ่งไม่เป็นข้าราชการตำรวจจำนวนหกคน
ค. 2 ประเภท คือ ผู้ซึ่งเคยรับราชการเป็นข้าราชการตำรวจ ในตำแหน่งตั้งแต่ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือเทียบผู้บัญชาการขึ้นไปจำนวนห้าคน และ ผู้ซึ่งไม่เป็นข้าราชการตำรวจจำนวนหกคน
ง. 2 ประเภท คือ ผู้ซึ่งเคยรับราชการเป็นข้าราชการตำรวจ ในตำแหน่งตั้งแต่รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือเทียบผู้บัญชาการขึ้นไปจำนวนห้าคน และ ผู้ซึ่งไม่เป็นข้าราชการตำรวจจำนวนหกคน

42. ก.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิ ประเภทเคยรับราชการเป็นข้าราชการตำรวจจำนวนห้าคน ต้องเป็นผู้ซึ่งพ้นจากความเป็นข้าราชการตำรวจไปแล้ว
ก. ไม่น้อยกว่าหนึ่งปี
ข. ไม่น้อยกว่าหนึ่งปี
ค. เกินหนึ่งปี
ง. เกินสองปี

43. ผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในสาขาใด ที่ไม่ใช่คุณสมบัติจะเป็น ก.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิ ประเภทไม่เป็นข้าราชการตำรวจ
ก. เศรษฐศาสตร์
ข. รัฐประศาสนศาสตร์
ค. อาชญาวิทยาและงานยุติธรรม
ง. วิทยาศาสตร์

44. กรรมการข้าราชการตำรวจโดยตำแหน่งตามมาตรา ๓๐ (๑) และผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๓๐ (๒) (ก) ได้ร่วมกันสรรหากรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๓๐ (๒) (ข) โดยสรรหาได้ ร.ต.อ.แดงฯ อายุ 64 ปี อดีตข้าราชการตำรวจซึ่งลาออกจากราชการไปประกอบอาชีพทำนามาได้ 12 ปี ขอทราบว่า การสรรหา ร.ต.อ.แดงฯ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ก. ชอบ
ข. ชอบ ถ้าเป็นมติสองในสาม
ค. ไม่ชอบ
ง. ไม่ชอบ เพราะต้องเป็นข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจตรีขึ้นไป

45. การประกาศรายชื่อกรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิในกฎหมายกำหนดให้ผู้ใดเป็นผู้ประกาศและประกาศในเอกสารใด
ก. นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ประกาศ และประกาศในระเบียบ ก.ต.ช.
ข. นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ประกาศ และประกาศใน กฎ ก.ตร.
ค. นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ประกาศ และประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ง. นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ประกาศ และประกาศในสำนักนายกรัฐมนตรี

46. ข้อใด ไม่ใช่ อำนาจหน้าที่ของ ก.ตร. ในการออกกฎ ก.ตร.
ก. ออกระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด ประกาศ หรือมีมติเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล
ข. ออกระเบียบให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติรายงานเกี่ยวกับการสอบ การบรรจุ การแต่งตั้ง การเลื่อนขั้นเงินเดือน การดำเนินการทางวินัย การออกจากราชการ
ค. ออกระเบียบให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติรายงานเกี่ยวกับการปฏิบัติการอื่นเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล
ง. ออกระเบียบให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติรายงานเกี่ยวกับการจ่ายสินบนนำจับ

47. ข้อใด ไม่ใช่ อำนาจหน้าที่ของ ก.ตร. ในการออกกฎ ก.ตร.
ก. กำกับดูแล ตรวจสอบ และแนะนำ เพื่อให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติบริหารงานบุคคลให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ
ข. รายงานคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาปรับปรุงเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง เงินเพิ่มค่าครองชีพ สวัสดิการ หรือประโยชน์เกื้อกูลอื่นสำหรับข้าราชการตำรวจให้เหมาะสม
ค. กำหนดชั้นยศที่ควรบรรจุแต่งตั้งและอัตราเงินเดือนที่ควรได้รับสำหรับวุฒิปริญญาหรือประกาศนียบัตรต่างๆ
ง. ไม่มีข้อใดถูก

48. ร.ต.ท.สมชายฯ ได้รับแจ้งจากสำนักงานทะเบียนพล ตร.ว่า ตนเองจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.2550 จึงได้ตรวจสอบสมุดประวัติแบบ กพ.7 ของตนพบว่า จนท.ผู้บันทึกประวัติได้กรอกข้อมูลคลาดเคลื่อน โดยความจริงแล้วตนเองเกิดเมื่อวันที่ 2 ก.ย.2501 จะต้องเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.2551 จึงได้ยื่นคำร้องขอแก้ทะเบียนประวัติของตนต่อ ผบช.กำลังพล ตร. ซึ่งก็ตรวจสอบแล้วพบว่าคลาดเคลื่อนจริง ผบช.กำลังพล ตร. จึงได้สั่งการให้ จนท.กำลังพลทำการแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องตามความเป็นจริง ขอทราบว่า ผบช.กำลังพล มีอำนาจในการสั่งแก้ไขหรือไม่
ก. สั่งแก้ไขได้ เพราะเป็นข้อผิดพลาดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่
ข. สั่งแก้ไขได้ ถ้าได้รับความเห็นชอบจาก ผบ.ตร.หรือผู้รักษาราชการแทน
ค. สั่งแก้ไขไม่ได้ เพราะเป็นอำนาจของ ก.ต.ช.
ง. สั่งแก้ไขไม่ได้ เพราะเป็นอำนาจของ ก.ตร.

49. กฎ ก.ตร. มีผลใช้บังคับเมื่อใด
ก. เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ข. เมื่อพ้น 10 วันนับแต่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ค. เมื่อพ้น 15 วันนับแต่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ง. เมื่อพ้น 30 วันนับแต่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

50. ในกรณีที่ ก.ตร. พิจารณาเห็นว่าการปฏิบัติการเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่เหมาะสมหรือไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ ให้มีมติสั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติปฏิบัติการให้ถูกต้องเหมาะสม ถ้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ปฏิบัติการตามมติดังกล่าว ให้ ก.ตร.ดำเนินการอย่างไร
ก. รายงานต่อ ผบ.ตร.เพื่อพิจารณาและสั่งการแก้ไขภายใน 15 วัน หาก ผบ.ตร.ไม่แก้ไขให้รายงานต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาและสั่งการต่อไป
ข. รายงานต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาและสั่งการต่อไป
ค. รายงานต่อ ก.ต.ช.เพื่อพิจารณาและสั่งการต่อไป
ง. รายงานต่อ ก.ต.ช.เพื่อให้นายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาและสั่งการต่อไป

51. เพื่อรักษาความเที่ยงธรรมในการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการตำรวจ ให้ ก.ตร. ออกกฎ ก.ตร. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการตำรวจไว้ให้ชัดเจนแน่นอน กฎ ก.ตร. ดังกล่าวให้มีผลใช้บังคับเมื่อ
ก. พ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ข. พ้นกำหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ค. พ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ง. นับแต่วันถัดจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา

52. กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ใดสามารถเป็นกรรมการใน ก.ต.ช. ในขณะเดียวกันได้
ก. นายกรัฐมนตรี
ข. ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ค. เลขาธิการ ก.พ.
ง. ถูกเฉพาะข้อ ก. และ ข้อ ข.

53. ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของกรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิ ให้ ผู้ใดเป็นผู้วินิจฉัย
ก. ก.ตร.
ข. ก.ต.ช.
ค. นายกรัฐมนตรี
ง. ถูกทุกข้อ

54. ข้อใดกล่าวถูกต้อง ในการเลือกกรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๓๐(๒) (ก)
ก. ข้าราชการตำรวจซึ่งดำรงตำแหน่งผู้กำกับการ ขึ้นไปเป็นผู้เลือก
ข. ข้าราชการตำรวจซึ่งดำรงตำแหน่งพนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ ขึ้นไปเป็นผู้เลือก
ค. ข้าราชการตำรวจซึ่งดำรงตำแหน่งเทียบเท่าผู้กำกับการขึ้นไปเป็นผู้เลือก
ง. ถูกทุกข้อ

55. กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๓๐ (๒) (ข) มีวิธีการคัดเลือกอย่างไร
ก. ให้กรรมการข้าราชการตำรวจโดยตำแหน่งตามมาตรา ๓๐ (๑)เป็นผู้เลือก และให้เสนอขอความเห็นชอบจากผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๓๐ (๒) (ก) .
ข. ให้กรรมการข้าราชการตำรวจโดยตำแหน่งตามมาตรา ๓๐ (๑) และผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๓๐ (๒) (ก) เป็นผู้เลือกตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ตร.
ค. ให้ผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๓๐ (๒) (ก)เป็นผู้เลือก และให้เสนอขอความเห็นชอบจาก กรรมการข้าราชการตำรวจโดยตำแหน่งตามมาตรา ๓๐ (๑).
ง. ถูกทุกข้อ

56. กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิ กรณีใดเมื่อได้รับการคัดเลือก แล้วต้องเสนอไปยังคณะรัฐมนตรี เมื่อได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
ก. กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๓๐ (๒) (ก)
ข. กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๓๐ (๒) (ข)
ค. กรรมการข้าราชการตำรวจโดยตำแหน่งตามมาตรา ๓๐ (๑)
ง. ถูกเฉพาะข้อ ก. และ ข้อ ข.
57. การเลือกกรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๓๐ (๒) (ก) ผู้ใดมีหน้าที่รับสมัครบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามของการเป็นกรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิ
ก. นายกรัฐมนตรี
ข. ประธาน ก.ตร.
ค. ผบ.ตร.
ง. ถูกเฉพาะข้อ ก. และ ข้อ ข.

58. เมื่อได้รายชื่อผู้สมัครตามข้อ 57 แล้ว ให้จัดส่งบัญชีรายชื่อบุคคลดังกล่าวโดยเรียงลำดับตามตัวอักษรไปยังผู้มีสิทธิเลือกกรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๓๕ (๑) ก่อนวันเลือกเป็นระยะเวลา
ก. ไม่น้อยกว่าสิบวัน
ข. ไม่น้อยกว่าสิบสี่วัน
ค. ไม่น้อยกว่ายี่สิบวัน
ง. ไม่น้อยกว่ายี่สิบสี่วัน

59. ในการเลือกกรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๓๐ (๒) (ก) ในกรณีที่มีผู้ได้รับเลือกหลายคนได้คะแนนเท่ากันจนเป็นเหตุให้ไม่สามารถเรียงลำดับผู้รับเลือกตามจำนวนที่จะพึงมีได้ การดำเนินการข้อใดถูกต้อง
ก. ให้ ประธาน ก.ตร.ทำการจับสลากเพื่อให้ได้รับเลือกจนครบจำนวน
ข. ให้ ประธาน ก.ต.ช.ทำการจับสลากเพื่อให้ได้รับเลือกจนครบจำนวน
ค. ให้ ที่ประชุม ก.ตร.ทำการจับสลากเพื่อให้ได้รับเลือกจนครบจำนวน
ง. ให้ ที่ประชุม ก.ตร.ทำการจับสลากเพื่อให้ได้รับเลือกจนครบจำนวน

60. ก.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิ มีวาระการดำรงตำแหน่งกี่ปี
ก. 3 ปี ข. 4 ปี ค. 5 ปี ง. 6 ปี

61. ก.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิ มีวาระการดำรงตำแหน่งกี่วาระ
ก. 1 วาระ ข. 2 วาระ ค. 3 วาระ ง. 4 วาระ

62. ข้อใดที่ทำให้ ก.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่ง
ก. ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๓๓(๓)
ข. มีเหตุตามมาตรา ๒๒ (๑) (๒) หรือ (๓)
ค. สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือเป็นผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะผู้บริหารท้องถิ่น
ง. ถูกทุกข้อ

63. การให้ ก.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิ พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากมีความประพฤติเสื่อมเสียหรือมีการกระทำหรือมีคุณลักษณะไม่เหมาะสมต่อการปฏิบัติหน้าที่กรรมการข้าราชการตำรวจ ข้อใดกล่าวถูกต้อง
ก. ก.ตร. มีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวน ก.ตร.ทั้งหมด
ข. ก.ตร. มีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน ก.ตร.ทั้งหมด
ค. ก.ต.ช. มีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวน ก.ต.ช.ทั้งหมด
ง. ก.ต.ช. มีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน ก.ต.ช.ทั้งหมด

64. ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งได้รับเลือกในกรณีเป็นผู้ซึ่งเคยรับราชการเป็นข้าราชการตำรวจ ในตำแหน่งตั้งแต่ผู้บัญชาการ หรือเทียบผู้บัญชาการขึ้นไปจำนวนห้าคน แต่ต้องเป็นผู้ซึ่งพ้นจากความเป็นข้าราชการตำรวจไปแล้วเกินหนึ่งปี พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ จะดำเนินการอย่างไรถึงจะถูกต้อง
ก. ให้มีการคัดเลือกกันใหม่ และให้อยู่ในตำแหน่งเท่าวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน
ข. ให้ ก.ตร.ที่เหลืออยู่ลงมติไม่น้อยกว่าสองในสามคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมและมีคุณสมบัติครบถ้วนดำรงตำแหน่งแทนและให้อยู่ในตำแหน่งเท่าวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน
ค. ให้ผู้ซึ่งมีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อในประเภทผู้ซึ่งไม่ได้รับเลือก ซึ่งอยู่ในอันดับถัดจากผู้ได้รับเลือกลงมาตามลำดับตามจำนวนที่ ก.ตร. เห็นสมควร ในอันดับแรกเป็นแทนและให้อยู่ในตำแหน่งเท่าวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน
ง. ปล่อยตำแหน่งให้ว่างลง กรณีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งเหลือไม่ถึงหนึ่งปี

65. ในกรณีที่ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ตามมาตรา ๓๐ (๒) (ข) พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ควรดำเนินการอย่างไรถึงจะถูกต้อง
ก. ให้ ก.ตร.โดยตำแหน่ง เป็นผู้เลือกตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ตร. แล้วเสนอไปยังคณะรัฐมนตรี
ข. ให้ ก.ตร.โดยตำแหน่ง และผู้ได้รับเลือกเป็น ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๓๐ (๒) (ก) เป็นผู้เลือกตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ตร. แล้วเสนอไปยังคณะรัฐมนตรี
ค. ให้ ผู้ได้รับเลือกเป็น ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๓๐ (๒) (ก) เป็นผู้เลือกตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ตร. แล้วเสนอไปยังคณะรัฐมนตรี
ง. ให้ ก.ต.ช. เป็นผู้เลือกตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ตร. แล้วเสนอไปยังคณะรัฐมนตรี
66. ตามข้อ 65 คณะรัฐมนตรี มีหน้าที่
ก. รับทราบ ข. รับไว้เพื่อพิจารณา ค. อนุมัติ ง. เห็นชอบ

67. เมื่อผ่านมติคณะรัฐมนตรีตามข้อ 66 จะดำเนินการอย่างไร
ก. ให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
ข. ให้คณะรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
ค. ให้ ก.ต.ช.นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
ง. คณะรัฐมนตรีประกาศรายชื่อถือเป็นอันสมบูรณ์

68. ข้อใด สามารถเพิ่มจำนวน ก.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิ สาขาผู้เชี่ยวชาญ ได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย
ก. ก.ต.ช. มีมติเห็นชอบ
ข. ก.ตร.มีมติเห็นชอบ
ค. นายกรัฐมนตรีเห็นชอบ
ง. เมื่อมีรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเพิ่มขึ้น

69. การดำรงตำแหน่งของ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิที่ดำรงตำแหน่งแทน หากมีกำหนดเวลาเท่าใด ไม่ให้นับเป็นวาระการดำรงตำแหน่งตามมาตรา ๓๘
ก. ไม่ถึงหนึ่งปี ข. ไม่ถึงสองปี ค. ไม่ถึงสามปี ง. ไม่ถึงสี่ปี

70. ในกรณีที่ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิจะพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กฎหมายให้ดำเนินการจัดให้มีการเลือกใหม่ภายในระยะเวลาเท่าใด
ก. สามสิบวันก่อนวันครบวาระ ข. หกสิบวันก่อนวันครบวาระ
ค. เก้าสิบวันก่อนวันครบวาระ ง. หนึ่งร้อยยี่สิบวันก่อนวันครบวาระ
บันทึกการเข้า
admin
Administrator
มัธยมต้น
*****
กระทู้: 115



อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: กันยายน 13, 2010, 12:22:13 AM »

เฉลยครับ(ใครเห็นต่างกรุณาสอบถาม คุยกันได้ที่ 08-9977-2200)
ข้อ ๑ ก. ข้อ ๒ ค ข้อ๓ ค ข้อ ๔ ก ข้อ ๕ ก ข้อ ๖ค ข้อ ๗ ข ข้อ ๘ ก ข้อ ๙ ง ข้อ ๑๐ ข ข้อ ๑๑ก ข้อ๑๒ ก ข้อ ๑๓ ข ข้อ ๑๔ ค ข้อ ๑๕ ค ข้อ ๑๖ ง ข้อ ๑๗ ข ข้อ ๑๘ ก ข้อ ๑๙ ข ข้อ ๒๐ ค ข้อ ๒๑ข ข้อ ๒๒ง ข้อ ๒๓ ก ข้อ ๒๔ง ข้อ ๒๕ ง ข้อ ๒๖ ข ข้อ ๒๗ ง ข้อ ๒๘ ง ข้อ ๒๙ ค ข้อ ๓๐ ข ๓๑ค/๓๒ก/๓๓ค/๓๔ค/๓๕ง/๓๖ก/๓๗ง/๓๘ก/๓๙ข/๔๐ง/๔๑ข/๔๒ค/ ๔๓ง/๔๔ก/๔๕ค/๔๖ง/๔๗ง/๔๘ง๔๙ก/๕๐ข ๕๑ค/๕๒ง/๕๓ก๕๔ง/๕๕ข/๕๖ง/๕๗ง/๕๘ข/๕๙ก/๖๐ข/ ๖๑ก/๖๒ง/๖๓ก/๖๔ค/๖๕ข/๖๖ค/๖๗ก/๖๘ง/๖๙ข/๗๐ข
ขอให้โชคดีนะครับ ออกตรงโทรบอกกันบ้าง

บันทึกการเข้า
หน้า: [1] พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC Valid XHTML 1.0! Valid CSS!